กลุ่มหลักสูตร อบรม จป. และ คปอ.
รายละเอียด จป.หัวหน้างาน, จป.บริหาร และคณะกรรมการ คปอ. สำหรับสถานประกอบการบัญชี 1-3
1. จป.หัวหน้างาน (Supervisor Level)
คืออะไร: คือพนักงานระดับหัวหน้างานขึ้นไปที่ผ่านการอบรมเพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ
บทบาทสำคัญ:หน้างานจริง: เป็นคนตรวจสอบเครื่องจักรและสภาพแวดล้อมหน้างานทุกวัน
สอนงาน: สอนวิธีทำงานที่ปลอดภัยให้กับลูกจ้างใต้บังคับบัญชา
วิเคราะห์อุบัติเหตุ: เมื่อเกิดเหตุ ต้องเป็นคนแรกที่เข้าตรวจสอบและหาสาเหตุเบื้องต้น
2. จป.บริหาร (Management Level)
คืออะไร: คือพนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ผ่านการอบรมเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบบความปลอดภัยในภาพรวม
บทบาทสำคัญ: ผู้อนุมัติ: พิจารณาแผนงานความปลอดภัยและงบประมาณที่เกี่ยวข้อง
ผู้ผลักดัน: สนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้พนักงานทุกคนทำงานได้อย่างปลอดภัย
ผู้ติดตาม: ติดตามผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร
3. คณะกรรมการ คปอ. (Safety Committee)
คืออะไร: กลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนจากทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ทำหน้าที่ร่วมกันบริหารงานความปลอดภัย (บังคับเมื่อมีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป)
บทบาทสำคัญ: เวทีหารือ: ประชุมร่วมกันเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อหาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ
การมีส่วนร่วม: ให้ลูกจ้างได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับอันตรายที่เขาเจอจริง
ตรวจสอบ: ร่วมกันเดินสำรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการเป็นประจำ
กลุ่มเป้าหมาย: สถานประกอบการบัญชี 1-3
การระบุว่า "สำหรับบัญชี 1-3" คือการบอกว่า "ทุกธุรกิจต้องทำ" เพราะครอบคลุมตั้งแต่ความเสี่ยงสูงไปจนถึงความเสี่ยงต่ำ:
บัญชี 1 (เสี่ยงสูงมาก): เหมืองแร่, ปิโตรเคมี, โรงกลั่น (ต้องมี จป. ทุกระดับแม้มีลูกจ้างเพียงคนเดียว)
บัญชี 2 (เสี่ยงปานกลาง): โรงงานผลิตทั่วไป, ก่อสร้าง, ขนส่ง, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า
บัญชี 3 (เสี่ยงต่ำ): ธนาคาร, สถานพยาบาล, ออฟฟิศสนับสนุน (ยังคงต้องมี จป.หัวหน้างาน และ จป.บริหาร)
หลักสูตร อบรมความปลอดภัยลูกจ้าง (พนักงานใหม่)
ต้องอบรมลูกจ้าง "ก่อนเริ่มงาน"
ต้องอบรมเมื่อมีการ "เปลี่ยนงาน" หรือ "เปลี่ยนเครื่องจักร" ที่มีลักษณะต่างจากเดิม
ต้องมีวุฒิบัตรและทะเบียนรายชื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 2 ปี
รายละเอียด สำหรับการอบรม หลักสูตรความปลอดภัยสำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ ตามกฎหมาย (พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ 2554 และกฎกระทรวงฯ 2549) มีรายละเอียดที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติ ดังนี้
1. ระยะเวลาการอบรม
ต้องอบรมไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง
ต้องดำเนินการก่อนที่ลูกจ้างจะเริ่มปฏิบัติงานจริง
2. รายละเอียดแต่ละหมวดวิชา
โครงสร้างหลักสูตรตามกฎหมาย (ขั้นต่ำ 6 ชั่วโมง)
เนื้อหาหลักที่คุตามมาตรฐาน กสร. มีดังนี้:
หมวดวิชาที่ 1: ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมาย และหลักการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย
ที่มา: อ้างอิงจาก พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 (มาตรา 16) ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดอบรมความปลอดภัยพื้นฐานแก่ลูกจ้างทุกคน
หมวดวิชาที่ 2: กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: กฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจของคุณ รวมถึงข้อบังคับด้านความปลอดภัยประจำสถานประกอบการ (ที่นายจ้างต้องจัดทำให้ลูกจ้างทราบ)
หมวดวิชาที่ 3: ข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: "การจัดทำคู่มือและข้อบังคับ" ในส่วนนี้หมายถึงการที่นายจ้างต้องอบรมให้ลูกจ้าง "เข้าใจและปฏิบัติตามคู่มือ" ที่บริษัทจัดทำขึ้น รวมถึงวิธีแจ้งอันตรายเมื่อมีการเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่
อ้างอิงกฎหมาย
พรบ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมฯ พ.ศ. 2554
หลักสูตรเฉพาะทางตามความต้องการ (In-House)
ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ระบบมาตรฐาน ISO และข้อกำหนดมาตรฐานสากล หรือความปลอดภัยเฉพาะทางอื่นๆตามความต้องการของสถานประกอบการ เช่น การทำงานตามหลักการยศาสตร์ โครงการอนุรักษ์การได้ยิน
ระบบมาตรฐานสากล (ISO System) เช่น
ISO 45001 (มาตรฐานระบบจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย):
ทำเพื่ออะไร: เพื่อวางโครงสร้างการบริหารความปลอดภัยทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ (แทนที่จะทำเป็นจุดๆ) เน้นการประเมินความเสี่ยงและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
อบรมแล้วได้อะไร: ลดสถิติอุบัติเหตุได้จริงอย่างยั่งยืน, พนักงานมีความเชื่อมั่น, และเป็นที่ยอมรับในการคัดเลือกคู่ค้า (Vendor) ระดับสากล
ISO 14001 (มาตรฐานระบบจัดการสิ่งแวดล้อม):
ทำเพื่ออะไร: เพื่อจัดการทรัพยากร พลังงาน และของเสียจากกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
อบรมแล้วได้อะไร: ลดต้นทุนค่าพลังงาน, ลดความเสี่ยงเรื่องข้อร้องเรียนจากชุมชน, และสร้างภาพลักษณ์องค์กรสีเขียว (Green Industry)
2. ความปลอดภัยเฉพาะทาง (Technical & Health Safety) เช่น
หลักการยศาสตร์ (Ergonomics):
ทำเพื่ออะไร: ปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระของคน เช่น ท่าทางการยกของ การวางคอมพิวเตอร์ หรือการจัดสถานีงานในโรงงาน
อบรมแล้วได้อะไร: ลดอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome), ลดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อสะสม และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงานไม่ล้าเร็ว
โครงการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program):
ทำเพื่ออะไร: จัดการพื้นที่ที่มีเสียงดังเกินมาตรฐาน (เกิน 85-90 เดซิเบล) เพื่อป้องกันพนักงานหูตึงหรือหูหนวกจากการทำงาน
อบรมแล้วได้อะไร: พนักงานรู้จักใช้อุปกรณ์ป้องกันหูที่ถูกต้อง, องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายการตรวจวัดเสียง และลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากโรคจากการทำงาน
หลักสูตร: อบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า (Electrical Safety)
ใครต้องอบรม: เหมาะสำหรับช่างเทคนิค พนักงานซ่อมบำรุง และผู้ที่ทำงานใกล้ไฟฟ้า
กฎหมายอ้างอิง: สำหรับ กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 สาระสำคัญ มีดังนี้หมายเหตุ: หากงานมีความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย (เช่น ทำงานบนที่สูง หรือในที่อับอากาศ) นายจ้างสามารถเพิ่มหัวข้อและระยะเวลาการอบรมให้เหมาะสมเพิ่มเติมได้
4. หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายฉบับนี้
จัดทำทะเบียนรายชื่อ: เก็บหลักฐานผู้ผ่านการอบรม วันเวลา และรายชื่อวิทยากรไว้ ณ สถานประกอบการ
แจ้งพนักงานตรวจแรงงาน: ต้องแจ้งรายชื่อผู้ผ่านการอบรมต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในพื้นที่ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการอบรม เกณฑ์การผ่าน: ผู้เข้าอบรมต้องเข้าร่วมเต็มเวลาและทดสอบผ่านเกณฑ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
5) อบรมสารเคมี / วัตถุอันตราย การตอบโต้เหตุฉุกเฉิน
ใครที่ต้องอบรม: พนักงาน เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี/ วัตถุอันตราย ในสถานประกอบกิจการ
เนื้อหาการอบรม: หลักสูตรความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 และมาตรฐานสากล SRD Consultant แนะนำโครงสร้างเนื้อหาที่ต้องอบรมพอสังเขป ดังนี้:
โครงสร้างเนื้อหาการอบรมสารเคมีอันตราย (พอสังเขป)
1. ความรู้พื้นฐานและการจำแนกประเภทสารเคมี (GHS)
ทำความเข้าใจระบบสากล GHS (Globally Harmonized System) ในการจำแนกความเป็นอันตราย
การอ่านสัญลักษณ์ความเป็นอันตราย (Pictograms) เช่น สารไวไฟ, สารกัดกร่อน, สารพิษ เพื่อให้พนักงานระมัดระวังได้ทันทีที่เห็นฉลาก
2. การอ่านและใช้งานเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS - 16 หัวข้อ)
เจาะลึกการอ่าน Safety Data Sheet (SDS) โดยเน้นหัวข้อที่พนักงานต้องรู้จริง เช่น:
3. มาตรฐานการเก็บรักษาและการขนย้ายอย่างถูกต้อง
การเก็บรักษา: หลักการแยกประเภทสารเคมีที่ไม่ถูกกัน (Chemical Compatibility) และการจัดวางในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่เหมาะสม
การขนย้าย: เทคนิคการยก ขนย้าย และการใช้เครื่องมือช่วย เพื่อป้องกันสารเคมีตกหล่นหรือภาชนะบรรจุชำรุด
4. การป้องกันและการระงับเหตุฉุกเฉิน (Spill Control)
ขั้นตอนการรับมือเมื่อเกิดการรั่วไหล (Spill Response): การกั้นพื้นที่, การแจ้งเหตุ และการหยุดยั้งการรั่วไหล การเลือกใช้และฝึกปฏิบัติการใช้ชุด Spill Kit (วัสดุดูดซับสารเคมี) อย่างถูกวิธี
5. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)
การเลือกใช้หน้ากากกรองสารเคมี, ถุงมือป้องกันสารเคมี, ชุดป้องกัน และแว่นตานิรภัย ให้เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีที่ปฏิบัติงานอยู่
6) อบรมการทำงานบนที่สูง (Working at Height)
โครงสร้างเนื้อหาการอบรมการทำงานบนที่สูง (พอสังเขป)
1. การประเมินความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติงาน
นิยามและการบ่งชี้อันตราย: การจำแนกงานที่สูง (สูงกว่า 2 เมตรขึ้นไป) และการวิเคราะห์จุดเสี่ยง เช่น ขอบหลังคา, ช่องเปิด, หรือนั่งร้านที่ไม่มั่นคง
การประเมินพื้นที่: ตรวจสอบสภาพอากาศ (ลมแรง/ฝนตก) และความแข็งแรงของจุดยึดเกาะ (Anchor Point) ก่อนเริ่มงาน
2. ระบบการป้องกันการตก (Fall Protection Systems)
Passive Systems: การติดตั้งราวกันตก (Guardrails) หรือตาข่ายนิรภัย (Safety Nets)
Active Systems: การใช้ระบบยับยั้งการตกส่วนบุคคล (Personal Fall Arrest System) ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก (ABC):
A (Anchor): จุดยึดเกาะที่แข็งแรง
B (Body Harness): การสวมใส่ชุดพยุงตัวแบบเต็มตัวอย่างถูกวิธี
C (Connector): การเลือกใช้เชือกนิรภัย (Lanyard) และตัวดูดซับแรงกระแทก (Shock Absorber)
3. การใช้งานและการตรวจสอบอุปกรณ์ (Inspection & Maintenance)
Pre-use Check: วิธีการตรวจสภาพเชือกนิรภัยและชุด Harness ก่อนใช้งาน (เช็คการฉีดขาด, สนิม, หรือการเสื่อมสภาพของตะขอ) การเก็บรักษา: วิธีการทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์เพื่อยืดอายุการใช้งาน
4. เทคนิคการทำงานบนบันได และโครงสร้างสูง
การใช้บันไดที่ปลอดภัย: กฎการสัมผัส 3 จุด (3-Point Contact) และการตั้งองศาบันไดที่ถูกต้อง
งานนั่งร้านและโครงสร้าง: ข้อควรระวังในการปืนป่ายและการเคลื่อนที่บนโครงสร้างสูงโดยใช้เชือกนิรภัยแบบ 2 ตะขอ (Double Lanyard) เพื่อให้มีจุดยึดเกาะตลอดเวลา
5. แผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (Fall Rescue Plan)
ความเสี่ยงหลังการตก (Suspension Trauma): อันตรายจากการห้อยตัวบนชุด Harness นานเกินไปหลังการตก
ขั้นตอนการช่วยเหลือ: วิธีการเข้าถึงตัวและนำผู้ประสบภัยลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ดูตารางอบรม
7) ความสำคัญของการอบรมปั้นจั่นและรถยกตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้ทุกสถานประกอบกิจการต้องควบคุมงานเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะการใช้งาน ปั้นจั่น (Crane) และ รถยก (Forklift) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมักก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหากผู้ปฏิบัติงานไม่มีความรู้หรือทักษะที่เพียงพอ
1. เหตุผลที่ต้องมีการอบรม
1.1 ทำไมต้องอบรม “ปั้นจั่น” (Crane Safety)
อ้างอิงกฎหมาย: หมวด 2 ปั้นจั่น (ข้อ 20) กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดฝึกอบรมให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปั้นจั่น เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
หากนายจ้างไม่จัดการอบรมหรือไม่มีหลักฐานการอบรมตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดทันที
1.2 ทำไมต้องอบรม “รถยก” (Forklift Safety)
อ้างอิงกฎหมาย: หมวด 1 เครื่องจักร (ข้อ 21)
รถยกเป็นอุปกรณ์ที่พบได้แทบทุกคลังสินค้าและโรงงาน โดยมีความเสี่ยงอันตราย เช่น รถพลิกคว่ำจากบรรทุกเกิน ชนกับคนเดินเท้า ชนชั้นวางสินค้า
ประโยชน์ของการอบรม เข้าใจหลักการทรงตัวของรถยก รู้เทคนิคการขับที่ปลอดภัย ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินขององค์กร
2. คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม
ปั้นจั่น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้ต้องผ่านการอบรมและได้รับใบรับรอง ประกอบด้วย ผู้บังคับปั้นจั่น , ผู้ให้สัญญาณ , ผู้ยึดเกาะวัสดุ , ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น
รถยกเฉพาะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ ขับรถยก หรือ ควบคุมการขนย้ายวัสดุด้วยรถยก เท่านั้น
3. คุณสมบัติวิทยากรตามกฎหมาย
กำหนดว่า หน่วยฝึกอบรมต้องได้รับการรับรองจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และวิทยากรต้องมีคุณสมบัติดังนี้:
อบรมทำไหม ? กฎหมายอ้างอิงและความจำเป็นในการอบรม
กฎหมายกำหนดให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรทั้งสองประเภทต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
ความจำเป็นและกฎหมายสำหรับปั้นจั่น (Crane)
กฎหมายอ้างอิง: กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564 หมวด 2 ปั้นจั่น (ข้อ 20)
ความจำเป็น: ปั้นจั่นมีความเสี่ยงสูงต่อการพังถล่ม หรือวัสดุตกหล่น การอบรมจึงจำเป็นเพื่อสร้างความรู้ในการตรวจสอบอุปกรณ์ยกและรักษาสมดุลของปั้นจั่น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างทุกคนที่เกี่ยวข้องกับปั้นจั่นเข้ารับการอบรม
ความจำเป็นและกฎหมายสำหรับรถยก (Forklift)
กฎหมายอ้างอิง: กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564 หมวด 1 เครื่องจักร (ข้อ 21)
ความจำเป็น: รถยกเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในคลังสินค้าและโรงงาน การอบรมจึงเน้นย้ำถึงหลักการทรงตัวที่ถูกต้อง (Stability Triangle) และเทคนิคการขับขี่ในพื้นที่จำกัด กฎหมายบังคับให้ผู้ขับรถยกต้องผ่านการอบรมก่อนปฏิบัติงาน
8. ทำไมลูกจ้าง "ทุกคน" ต้องอบรมความปลอดภัย และหลักฐานใดที่ผู้ว่าจ้างต้องการดู?
การอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่ใช่เรื่องเลือกได้ แต่เป็น หน้าที่ตามกฎหมาย ที่นายจ้างทุกคนต้องดำเนินการ เพื่อปกป้องลูกจ้างและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ การที่ผู้รับเหมาหรือผู้ว่าจ้างขนาดใหญ่เรียกดู "หลักฐานการอบรม" ก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ทุกสถานประกอบการต้องเตรียมพร้อม
1. เหตุผลทางกฎหมาย: ทำไมต้องอบรมก่อนเริ่มงาน?
การอบรมด้านความปลอดภัยเบื้องต้นเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย เพื่อให้ลูกจ้างมีความตระหนักและรู้วิธีป้องกันตนเองจากอันตรายในสภาพแวดล้อมจริง
กฎหมายบังคับให้อบรมใครบ้าง?
กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างทุกคนที่เข้าทำงาน (รวมถึงพนักงานใหม่, พนักงานที่ย้ายงาน, หรือกลับเข้าทำงาน) ต้องได้รับทราบและทำความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายและวิธีการป้องกัน
มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554: "ให้นายจ้างจัดให้มีการอบรมลูกจ้างทุกคน... เพื่อให้ลูกจ้างสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการ อบรมชี้แจงด้านความปลอดภัยในการทำงาน (ปฐมนิเทศ) แก่ลูกจ้างใหม่, ลูกจ้างที่เปลี่ยนงาน, หรือลูกจ้างที่กลับเข้ามาทำงาน หลังจากหยุดงานเกิน 6 เดือน
สรุปคือ: ลูกจ้างทุกคน ที่มีโอกาสสัมผัสกับสภาพแวดล้อมการทำงานขององค์กร หรือต้องเข้าพื้นที่ไซต์งาน ต้องได้รับการอบรมที่เหมาะสมกับลักษณะงานนั้น ๆ
2. หลักฐานสำคัญ: ผู้ว่าจ้างต้องการดูอะไร?
ในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า โดยเฉพาะในโรงงานหรือไซต์ก่อสร้าง ลูกจ้างของคุณจะต้องถูกตรวจสอบหลักฐานการอบรมเพื่อยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมาย
หลักฐานที่จำเป็นต้องมีและแสดงได้ทันที หลักฐาน ความสำคัญ ใบรับรองการอบรม (Certificate)
ต้องระบุ ชื่อผู้เข้ารับการอบรม, หลักสูตรที่อบรม, ระยะเวลาอบรม (เช่น 6 ชม.), ชื่อสถาบันฝึกอบรม และ วันที่ออกเอกสาร
ทะเบียนรายชื่อ (Attendance List) เอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันว่าบุคคลนั้น ๆ เข้าร่วมการอบรมจริง (ต้องมีลายเซ็นผู้เข้าอบรมและวิทยากร) วุฒิบัตร/บัตรประจำตัว (สำหรับ จป. เฉพาะทาง)
สำหรับการทำงานที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น ที่อับอากาศ, ที่สูง, รถยก) ต้องแสดงวุฒิบัตร หลักสูตรเฉพาะทาง ที่ได้รับรองจากหน่วยงานราชการหลักฐานการรับรองสถาบัน ผู้ว่าจ้างมักจะตรวจสอบว่าสถาบันที่จัดอบรม ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) หรือไม่ การไม่มีหลักฐานการอบรมที่ถูกต้อง จะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access Denied) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำหนดการทำงานและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาทันที
3. คุณสมบัติของวิทยากร: ใครคือผู้ให้การอบรมที่ถูกต้อง?
การอบรมจะถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการยอมรับจากผู้ว่าจ้างและหน่วยงานราชการ ก็ต่อเมื่อวิทยากรผู้ให้การอบรมมีคุณสมบัติที่เหมาะสม
ขอใบเสนอราคา
9) ทำไมต้องอบรม TSM (Transport Safety Manager)
TSM คืออะไร? ทำไมธุรกิจขนส่งต้องมี และต้องทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย TSM (Transport Safety Manager) หรือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เป็นตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับมาตรฐาน แต่เป็น ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย บทความนี้สรุปให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงความจำเป็น บทบาทหลักของ TSM และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ทำไมธุรกิจขนส่งต้องมี TSM? (อิงตามกฎหมาย)
การกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องมี TSM มาจาก ประกาศกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เกี่ยวกับการจัดทำ ระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัย (TSM System) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการ ลดอุบัติเหตุ และ สร้างมาตรฐานการกำกับดูแล ในธุรกิจขนส่ง
TSM เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย
กฎหมายอ้างอิง: ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลา การอบรม และการทดสอบของบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager) พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
บทลงโทษ: หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายตามประกาศของ ขบ. แต่ไม่มี TSM ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้ถูกระงับหรือยกเลิก ใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ได้
ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับ การแต่งตั้ง TSM ที่ผ่านการอบรมอย่างมืออาชีพ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว:
TSM มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง? บทบาทหลักคือการสร้างวงจรการจัดการความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง: 5 ด้าน ประกอบด้วย การจัดการรถ , การจัดการผู้ขับรถ , การจัดการการเดินรถ , การจัดการการบรรทุกและโดยสาร , การบริหารจัดการการวิเคราะห์และประเมินผล
ผู้ประกอบการขนส่ง ต้องทำอย่างไร เพื่อให้มี TSM ที่ถูกกฎหมาย?
การขึ้นทะเบียน TSM มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการผ่าน หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
ขั้นตอนสำคัญในการดำเนินการ
ขอใบเสนอราคา
ดูตารางอบรม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
10) อบรม จป.เทคนิค (Technical Level)
11. ความปลอดภัยในการใช้รถยก (Forklift Safety)
12. โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Diseases)