หลักสูตรอบรมความปลอดภัยตามกฎหมาย สำหรับสถานประกอบการทุกประเภท

เอสอาร์ดี คอนซัลแตนท์ | SRD Consultant คือศูนย์อบรมความปลอดภัยในการทำงาน (Safety Training) แบบครบวงจร ให้บริการอบรมตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับโรงงาน สถานประกอบการ บริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ และธุรกิจด้านการขนส่ง โดยทุกหลักสูตรสามารถนำไปใช้งานจริงและใช้เป็นเอกสารประกอบการตรวจแรงงานได้อย่างถูกต้อง
 
เราครอบคลุมหลักสูตรอบรมตามกฎหมาย ได้แก่ อบรม จป หัวหน้างาน, อบรม จป เทคนิค, อบรม จป บริหาร, คปอ., รวมถึงอบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า, อบรมสารเคมี, อบรมการทำงานบนที่สูง, อบรมที่อับอากาศ และอบรม TSM เพื่อให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยได้ครบในที่เดียว
 
SRD Consultant ได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 จาก Thai International Certified Assessment Co., Ltd. ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้จัดอบรม จป ทุกระดับ และ คปอ. (เลขที่ 13-66-018) รวมถึงหลักสูตรความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า (เลขที่ 0301-03-2565-0003) และได้รับมอบหมายจากกรมการขนส่งทางบกให้เป็นหน่วยฝึกอบรม TSM อย่างเป็นทางการ

ตัวอย่างหลักสูตรที่เราให้บริการ 
หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ระดับหัวหน้างาน
หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ระดับบริหาร
หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ระดับเทคนิค
หลักสูตร คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)
หลักสูตร ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่
หลักสูตร ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า
หลักสูตร ผู้จัดการความปลอดภัยด้านการขนส่งทางถนน (TSM)
หลักสูตร การทำงานในที่อับอากาศ (ผู้อนุญาต ผู้ควบคุม ผู้เฝ้าระวัง และผู้ปฏิบัติงาน)
หลักสูตร การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น (4 ผู้: ผู้บังคับ ผู้ให้สัญญาณ ผู้ยึดเกาะ ผู้ควบคุม)
หลักสูตร การขับรถฟอร์คลิฟท์ (Forklift) อย่างปลอดภัยและถูกวิธี
หลักสูตร การทำงานกับสารเคมีอันตรายและการโต้ตอบเหตุฉุกเฉินสารเคมี
หลักสูตร การดับเพลิงขั้นต้น
หลักสูตร การฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ
หลักสูตร การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR)
หลักสูตร การทำงานบนที่สูงและการป้องกันการตก
หลักสูตร การขับรถเชิงป้องกันอุบัติเหตุ (Defensive Driving)
หลักสูตร การป้องกันและบริหารจัดการโรคจากการประกอบอาชีพ
หลักสูตร โครงการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program)
หลักสูตร การเฝ้าระวังสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง
หลักสูตร การยศาสตร์ (Ergonomics) และการปรับปรุงสถานีงาน
หลักสูตร การหยั่งรู้ระบาดเพื่อความปลอดภัย (KYT)
หลักสูตร ความปลอดภัยเชิงพฤติกรรม (Behavior-Based Safety - BBS)
หลักสูตร การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis - JSA)
หลักสูตร การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง
หลักสูตร การควบคุมพลังงานอันตราย (Lockout Tagout - LOTO)
หลักสูตร ภาวะผู้นำด้านความปลอดภัย (Safety Leadership)
หลักสูตร การจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management)
หลักสูตร ข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายใน ISO 45001
 

กลุ่มหลักสูตร อบรม จป. และ คปอ. 

รายละเอียด จป.หัวหน้างาน, จป.บริหาร และคณะกรรมการ คปอ. สำหรับสถานประกอบการบัญชี 1-3

1. จป.หัวหน้างาน (Supervisor Level)
คืออะไร: คือพนักงานระดับหัวหน้างานขึ้นไปที่ผ่านการอบรมเพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ
บทบาทสำคัญ:หน้างานจริง: เป็นคนตรวจสอบเครื่องจักรและสภาพแวดล้อมหน้างานทุกวัน
สอนงาน: สอนวิธีทำงานที่ปลอดภัยให้กับลูกจ้างใต้บังคับบัญชา
วิเคราะห์อุบัติเหตุ: เมื่อเกิดเหตุ ต้องเป็นคนแรกที่เข้าตรวจสอบและหาสาเหตุเบื้องต้น

2. จป.บริหาร (Management Level)
คืออะไร: คือพนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ผ่านการอบรมเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบบความปลอดภัยในภาพรวม
บทบาทสำคัญ: ผู้อนุมัติ: พิจารณาแผนงานความปลอดภัยและงบประมาณที่เกี่ยวข้อง
ผู้ผลักดัน: สนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้พนักงานทุกคนทำงานได้อย่างปลอดภัย
ผู้ติดตาม: ติดตามผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร

3. คณะกรรมการ คปอ. (Safety Committee)
คืออะไร: กลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนจากทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ทำหน้าที่ร่วมกันบริหารงานความปลอดภัย (บังคับเมื่อมีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป)
บทบาทสำคัญ: เวทีหารือ: ประชุมร่วมกันเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อหาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ
การมีส่วนร่วม: ให้ลูกจ้างได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับอันตรายที่เขาเจอจริง
ตรวจสอบ: ร่วมกันเดินสำรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการเป็นประจำ

กลุ่มเป้าหมาย: สถานประกอบการบัญชี 1-3
การระบุว่า "สำหรับบัญชี 1-3" คือการบอกว่า "ทุกธุรกิจต้องทำ" เพราะครอบคลุมตั้งแต่ความเสี่ยงสูงไปจนถึงความเสี่ยงต่ำ:
บัญชี 1 (เสี่ยงสูงมาก): เหมืองแร่, ปิโตรเคมี, โรงกลั่น (ต้องมี จป. ทุกระดับแม้มีลูกจ้างเพียงคนเดียว)
บัญชี 2 (เสี่ยงปานกลาง): โรงงานผลิตทั่วไป, ก่อสร้าง, ขนส่ง, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า
บัญชี 3 (เสี่ยงต่ำ): ธนาคาร, สถานพยาบาล, ออฟฟิศสนับสนุน (ยังคงต้องมี จป.หัวหน้างาน และ จป.บริหาร)


 ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
        

 หลักสูตร อบรมความปลอดภัยลูกจ้าง (พนักงานใหม่)

ต้องอบรมลูกจ้าง "ก่อนเริ่มงาน"
ต้องอบรมเมื่อมีการ "เปลี่ยนงาน" หรือ "เปลี่ยนเครื่องจักร" ที่มีลักษณะต่างจากเดิม
ต้องมีวุฒิบัตรและทะเบียนรายชื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 2 ปี

รายละเอียด สำหรับการอบรม หลักสูตรความปลอดภัยสำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ ตามกฎหมาย (พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ 2554 และกฎกระทรวงฯ 2549) มีรายละเอียดที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติ ดังนี้
1. ระยะเวลาการอบรม
ต้องอบรมไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง
ต้องดำเนินการก่อนที่ลูกจ้างจะเริ่มปฏิบัติงานจริง

2. รายละเอียดแต่ละหมวดวิชา
โครงสร้างหลักสูตรตามกฎหมาย (ขั้นต่ำ 6 ชั่วโมง)
เนื้อหาหลักที่คุตามมาตรฐาน กสร. มีดังนี้:
หมวดวิชาที่ 1: ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมาย และหลักการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย
ที่มา: อ้างอิงจาก พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 (มาตรา 16) ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดอบรมความปลอดภัยพื้นฐานแก่ลูกจ้างทุกคน

หมวดวิชาที่ 2: กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: กฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจของคุณ รวมถึงข้อบังคับด้านความปลอดภัยประจำสถานประกอบการ (ที่นายจ้างต้องจัดทำให้ลูกจ้างทราบ)

หมวดวิชาที่ 3: ข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เนื้อหา: "การจัดทำคู่มือและข้อบังคับ" ในส่วนนี้หมายถึงการที่นายจ้างต้องอบรมให้ลูกจ้าง "เข้าใจและปฏิบัติตามคู่มือ" ที่บริษัทจัดทำขึ้น รวมถึงวิธีแจ้งอันตรายเมื่อมีการเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่


อ้างอิงกฎหมาย

พรบ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมฯ พ.ศ. 2554


 ขอใบเสนอราคา

   ดูตารางอบรม

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หลักสูตรเฉพาะทางตามความต้องการ (In-House)

ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ระบบมาตรฐาน ISO และข้อกำหนดมาตรฐานสากล หรือความปลอดภัยเฉพาะทางอื่นๆตามความต้องการของสถานประกอบการ เช่น การทำงานตามหลักการยศาสตร์ โครงการอนุรักษ์การได้ยิน 

ระบบมาตรฐานสากล (ISO System) เช่น 

ISO 45001 (มาตรฐานระบบจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย):
ทำเพื่ออะไร: เพื่อวางโครงสร้างการบริหารความปลอดภัยทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ (แทนที่จะทำเป็นจุดๆ) เน้นการประเมินความเสี่ยงและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
อบรมแล้วได้อะไร: ลดสถิติอุบัติเหตุได้จริงอย่างยั่งยืน, พนักงานมีความเชื่อมั่น, และเป็นที่ยอมรับในการคัดเลือกคู่ค้า (Vendor) ระดับสากล


ISO 14001 (มาตรฐานระบบจัดการสิ่งแวดล้อม):
ทำเพื่ออะไร: เพื่อจัดการทรัพยากร พลังงาน และของเสียจากกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
อบรมแล้วได้อะไร: ลดต้นทุนค่าพลังงาน, ลดความเสี่ยงเรื่องข้อร้องเรียนจากชุมชน, และสร้างภาพลักษณ์องค์กรสีเขียว (Green Industry)

2. ความปลอดภัยเฉพาะทาง (Technical & Health Safety) เช่น

หลักการยศาสตร์ (Ergonomics):
ทำเพื่ออะไร: ปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระของคน เช่น ท่าทางการยกของ การวางคอมพิวเตอร์ หรือการจัดสถานีงานในโรงงาน
อบรมแล้วได้อะไร: ลดอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome), ลดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อสะสม และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงานไม่ล้าเร็ว

โครงการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program):
ทำเพื่ออะไร: จัดการพื้นที่ที่มีเสียงดังเกินมาตรฐาน (เกิน 85-90 เดซิเบล) เพื่อป้องกันพนักงานหูตึงหรือหูหนวกจากการทำงาน
อบรมแล้วได้อะไร: พนักงานรู้จักใช้อุปกรณ์ป้องกันหูที่ถูกต้อง, องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายการตรวจวัดเสียง และลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากโรคจากการทำงาน

 

 ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หลักสูตร: อบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า  (Electrical Safety)

ใครต้องอบรม: เหมาะสำหรับช่างเทคนิค พนักงานซ่อมบำรุง และผู้ที่ทำงานใกล้ไฟฟ้า

กฎหมายอ้างอิง:  สำหรับ กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 สาระสำคัญ มีดังนี้

1. ระยะเวลาการอบรม
ต้องอบรมไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าทุกคนเข้ารับการอบรม
2. กลุ่มเป้าหมาย (ใครบ้างที่ต้องอบรม?)
ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า: หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ติดตั้ง, ตรวจสอบ, ทดสอบ, ซ่อมแซม, บำรุงรักษา หรือหน้าที่อื่นในลักษณะเดียวกันกับระบบไฟฟ้า บริภัณฑ์ไฟฟ้า หรือสายไฟฟ้า

3. รายละเอียดหัวข้อวิชา (ตามที่กฎหมายกำหนด)
เนื้อหาการอบรมอย่างน้อยต้องประกอบด้วย 3 หมวดวิชาหลัก ดังนี้ครับ:
  • กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทำความเข้าใจข้อบังคับตามกฎหมาย และหลักการไฟฟ้าเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย
  • สาเหตุและการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)
  • วิเคราะห์สาเหตุของไฟฟ้าดูด/ไฟฟ้าช็อต และการเลือกใช้ถุงมือฉนวนหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเน้นทักษะการช่วยชีวิต (CPR) และวิธีการเคลื่อนย้ายผู้ถูกไฟดูดอย่างปลอดภัยทั้งผู้ช่วยและผู้ประสบภัย

หมายเหตุ: หากงานมีความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย (เช่น ทำงานบนที่สูง หรือในที่อับอากาศ) นายจ้างสามารถเพิ่มหัวข้อและระยะเวลาการอบรมให้เหมาะสมเพิ่มเติมได้

4. หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายฉบับนี้
จัดทำทะเบียนรายชื่อ: เก็บหลักฐานผู้ผ่านการอบรม วันเวลา และรายชื่อวิทยากรไว้ ณ สถานประกอบการ
แจ้งพนักงานตรวจแรงงาน: ต้องแจ้งรายชื่อผู้ผ่านการอบรมต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในพื้นที่ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการอบรม เกณฑ์การผ่าน: ผู้เข้าอบรมต้องเข้าร่วมเต็มเวลาและทดสอบผ่านเกณฑ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60

 ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

5) อบรมสารเคมี / วัตถุอันตราย การตอบโต้เหตุฉุกเฉิน 

ใครที่ต้องอบรม: พนักงาน เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี/ วัตถุอันตราย ในสถานประกอบกิจการ

เนื้อหาการอบรม: หลักสูตรความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 และมาตรฐานสากล SRD Consultant แนะนำโครงสร้างเนื้อหาที่ต้องอบรมพอสังเขป ดังนี้:

โครงสร้างเนื้อหาการอบรมสารเคมีอันตราย (พอสังเขป)

1. ความรู้พื้นฐานและการจำแนกประเภทสารเคมี (GHS)
ทำความเข้าใจระบบสากล GHS (Globally Harmonized System) ในการจำแนกความเป็นอันตราย
การอ่านสัญลักษณ์ความเป็นอันตราย (Pictograms) เช่น สารไวไฟ, สารกัดกร่อน, สารพิษ เพื่อให้พนักงานระมัดระวังได้ทันทีที่เห็นฉลาก
2. การอ่านและใช้งานเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS - 16 หัวข้อ)
เจาะลึกการอ่าน Safety Data Sheet (SDS) โดยเน้นหัวข้อที่พนักงานต้องรู้จริง เช่น:

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่ต้องใช้
  • ความเสถียรและการเกิดปฏิกิริยา (สารใดห้ามวางใกล้กัน)


3. มาตรฐานการเก็บรักษาและการขนย้ายอย่างถูกต้อง
การเก็บรักษา: หลักการแยกประเภทสารเคมีที่ไม่ถูกกัน (Chemical Compatibility) และการจัดวางในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่เหมาะสม
การขนย้าย: เทคนิคการยก ขนย้าย และการใช้เครื่องมือช่วย เพื่อป้องกันสารเคมีตกหล่นหรือภาชนะบรรจุชำรุด
4. การป้องกันและการระงับเหตุฉุกเฉิน (Spill Control)
ขั้นตอนการรับมือเมื่อเกิดการรั่วไหล (Spill Response): การกั้นพื้นที่, การแจ้งเหตุ และการหยุดยั้งการรั่วไหล การเลือกใช้และฝึกปฏิบัติการใช้ชุด Spill Kit (วัสดุดูดซับสารเคมี) อย่างถูกวิธี


5. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)
การเลือกใช้หน้ากากกรองสารเคมี, ถุงมือป้องกันสารเคมี, ชุดป้องกัน และแว่นตานิรภัย ให้เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีที่ปฏิบัติงานอยู่

 

  ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

6) อบรมการทำงานบนที่สูง (Working at Height)

  • ใครต้องอบรม: ผู้ที่ทำงานสูงจากพื้นดินตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป
  • หลักสูตรเน้นความปลอดภัยของงานบนที่สูง เช่น การใช้เชือกนิรภัย การตรวจสอบอุปกรณ์ การทำงานบนโครงสร้างสูง บันได หรือในพื้นที่เสี่ยงพลัดตก เรียนรู้วิธีประเมินความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุอย่างถูกต้อง

โครงสร้างเนื้อหาการอบรมการทำงานบนที่สูง (พอสังเขป)
1. การประเมินความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติงาน
นิยามและการบ่งชี้อันตราย: การจำแนกงานที่สูง (สูงกว่า 2 เมตรขึ้นไป) และการวิเคราะห์จุดเสี่ยง เช่น ขอบหลังคา, ช่องเปิด, หรือนั่งร้านที่ไม่มั่นคง
การประเมินพื้นที่: ตรวจสอบสภาพอากาศ (ลมแรง/ฝนตก) และความแข็งแรงของจุดยึดเกาะ (Anchor Point) ก่อนเริ่มงาน
2. ระบบการป้องกันการตก (Fall Protection Systems)
Passive Systems: การติดตั้งราวกันตก (Guardrails) หรือตาข่ายนิรภัย (Safety Nets)
Active Systems: การใช้ระบบยับยั้งการตกส่วนบุคคล (Personal Fall Arrest System) ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก (ABC):
A (Anchor): จุดยึดเกาะที่แข็งแรง
B (Body Harness): การสวมใส่ชุดพยุงตัวแบบเต็มตัวอย่างถูกวิธี
C (Connector): การเลือกใช้เชือกนิรภัย (Lanyard) และตัวดูดซับแรงกระแทก (Shock Absorber)
3. การใช้งานและการตรวจสอบอุปกรณ์ (Inspection & Maintenance)
Pre-use Check: วิธีการตรวจสภาพเชือกนิรภัยและชุด Harness ก่อนใช้งาน (เช็คการฉีดขาด, สนิม, หรือการเสื่อมสภาพของตะขอ) การเก็บรักษา: วิธีการทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์เพื่อยืดอายุการใช้งาน
4. เทคนิคการทำงานบนบันได และโครงสร้างสูง
การใช้บันไดที่ปลอดภัย: กฎการสัมผัส 3 จุด (3-Point Contact) และการตั้งองศาบันไดที่ถูกต้อง
งานนั่งร้านและโครงสร้าง: ข้อควรระวังในการปืนป่ายและการเคลื่อนที่บนโครงสร้างสูงโดยใช้เชือกนิรภัยแบบ 2 ตะขอ (Double Lanyard) เพื่อให้มีจุดยึดเกาะตลอดเวลา
5. แผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (Fall Rescue Plan)
ความเสี่ยงหลังการตก (Suspension Trauma): อันตรายจากการห้อยตัวบนชุด Harness นานเกินไปหลังการตก
ขั้นตอนการช่วยเหลือ: วิธีการเข้าถึงตัวและนำผู้ประสบภัยลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

 ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

  สอบถามรายละเอียด

7) ความสำคัญของการอบรมปั้นจั่นและรถยกตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้ทุกสถานประกอบกิจการต้องควบคุมงานเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะการใช้งาน ปั้นจั่น (Crane) และ รถยก (Forklift) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมักก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหากผู้ปฏิบัติงานไม่มีความรู้หรือทักษะที่เพียงพอ
1. เหตุผลที่ต้องมีการอบรม
1.1 ทำไมต้องอบรม “ปั้นจั่น” (Crane Safety)
อ้างอิงกฎหมาย: หมวด 2 ปั้นจั่น (ข้อ 20) กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดฝึกอบรมให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปั้นจั่น เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ 
หากนายจ้างไม่จัดการอบรมหรือไม่มีหลักฐานการอบรมตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดทันที
1.2 ทำไมต้องอบรม “รถยก” (Forklift Safety)
อ้างอิงกฎหมาย: หมวด 1 เครื่องจักร (ข้อ 21)
รถยกเป็นอุปกรณ์ที่พบได้แทบทุกคลังสินค้าและโรงงาน โดยมีความเสี่ยงอันตราย เช่น รถพลิกคว่ำจากบรรทุกเกิน ชนกับคนเดินเท้า ชนชั้นวางสินค้า
ประโยชน์ของการอบรม เข้าใจหลักการทรงตัวของรถยก รู้เทคนิคการขับที่ปลอดภัย ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินขององค์กร

2. คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม
ปั้นจั่น 
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้ต้องผ่านการอบรมและได้รับใบรับรอง ประกอบด้วย ผู้บังคับปั้นจั่น , ผู้ให้สัญญาณ , ผู้ยึดเกาะวัสดุ , ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น
รถยกเฉพาะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ ขับรถยก หรือ ควบคุมการขนย้ายวัสดุด้วยรถยก เท่านั้น

3. คุณสมบัติวิทยากรตามกฎหมาย
กำหนดว่า หน่วยฝึกอบรมต้องได้รับการรับรองจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และวิทยากรต้องมีคุณสมบัติดังนี้: 

  • ปั้นจั่น ผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยากรปั้นจั่นตามเกณฑ์ของอธิบดี หรือ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปั้นจั่นที่มีความรู้และประสบการณ์
  • รถยก ผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยากรรถยกตามเกณฑ์ของอธิบดี หรือ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรถยกที่มีประสบการณ์จริง
  • หากใช้วิทยากรที่ไม่มีคุณสมบัติ ใบรับรองจะ “ไม่มีผลทางกฎหมาย” และทำให้นายจ้างมีความเสี่ยงในการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

อบรมทำไหม ? กฎหมายอ้างอิงและความจำเป็นในการอบรม
กฎหมายกำหนดให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรทั้งสองประเภทต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
ความจำเป็นและกฎหมายสำหรับปั้นจั่น (Crane)
กฎหมายอ้างอิง: กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564 หมวด 2 ปั้นจั่น (ข้อ 20)
ความจำเป็น: ปั้นจั่นมีความเสี่ยงสูงต่อการพังถล่ม หรือวัสดุตกหล่น การอบรมจึงจำเป็นเพื่อสร้างความรู้ในการตรวจสอบอุปกรณ์ยกและรักษาสมดุลของปั้นจั่น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างทุกคนที่เกี่ยวข้องกับปั้นจั่นเข้ารับการอบรม
ความจำเป็นและกฎหมายสำหรับรถยก (Forklift)
กฎหมายอ้างอิง: กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2564 หมวด 1 เครื่องจักร (ข้อ 21)
ความจำเป็น: รถยกเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในคลังสินค้าและโรงงาน การอบรมจึงเน้นย้ำถึงหลักการทรงตัวที่ถูกต้อง (Stability Triangle) และเทคนิคการขับขี่ในพื้นที่จำกัด กฎหมายบังคับให้ผู้ขับรถยกต้องผ่านการอบรมก่อนปฏิบัติงาน

  ขอใบเสนอราคา

  ดูตารางอบรม

  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

8. ทำไมลูกจ้าง "ทุกคน" ต้องอบรมความปลอดภัย และหลักฐานใดที่ผู้ว่าจ้างต้องการดู?
การอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่ใช่เรื่องเลือกได้ แต่เป็น หน้าที่ตามกฎหมาย ที่นายจ้างทุกคนต้องดำเนินการ เพื่อปกป้องลูกจ้างและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ การที่ผู้รับเหมาหรือผู้ว่าจ้างขนาดใหญ่เรียกดู "หลักฐานการอบรม" ก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ทุกสถานประกอบการต้องเตรียมพร้อม

1. เหตุผลทางกฎหมาย: ทำไมต้องอบรมก่อนเริ่มงาน?
การอบรมด้านความปลอดภัยเบื้องต้นเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย เพื่อให้ลูกจ้างมีความตระหนักและรู้วิธีป้องกันตนเองจากอันตรายในสภาพแวดล้อมจริง

กฎหมายบังคับให้อบรมใครบ้าง?
กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างทุกคนที่เข้าทำงาน (รวมถึงพนักงานใหม่, พนักงานที่ย้ายงาน, หรือกลับเข้าทำงาน) ต้องได้รับทราบและทำความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายและวิธีการป้องกัน

มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554: "ให้นายจ้างจัดให้มีการอบรมลูกจ้างทุกคน... เพื่อให้ลูกจ้างสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย

กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการ อบรมชี้แจงด้านความปลอดภัยในการทำงาน (ปฐมนิเทศ) แก่ลูกจ้างใหม่, ลูกจ้างที่เปลี่ยนงาน, หรือลูกจ้างที่กลับเข้ามาทำงาน หลังจากหยุดงานเกิน 6 เดือน
สรุปคือ: ลูกจ้างทุกคน ที่มีโอกาสสัมผัสกับสภาพแวดล้อมการทำงานขององค์กร หรือต้องเข้าพื้นที่ไซต์งาน ต้องได้รับการอบรมที่เหมาะสมกับลักษณะงานนั้น ๆ

2. หลักฐานสำคัญ: ผู้ว่าจ้างต้องการดูอะไร?
ในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า โดยเฉพาะในโรงงานหรือไซต์ก่อสร้าง ลูกจ้างของคุณจะต้องถูกตรวจสอบหลักฐานการอบรมเพื่อยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมาย
หลักฐานที่จำเป็นต้องมีและแสดงได้ทันที หลักฐาน ความสำคัญ ใบรับรองการอบรม (Certificate)
ต้องระบุ ชื่อผู้เข้ารับการอบรม, หลักสูตรที่อบรม, ระยะเวลาอบรม (เช่น 6 ชม.), ชื่อสถาบันฝึกอบรม และ วันที่ออกเอกสาร
ทะเบียนรายชื่อ (Attendance List) เอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันว่าบุคคลนั้น ๆ เข้าร่วมการอบรมจริง (ต้องมีลายเซ็นผู้เข้าอบรมและวิทยากร) วุฒิบัตร/บัตรประจำตัว (สำหรับ จป. เฉพาะทาง)
สำหรับการทำงานที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น ที่อับอากาศ, ที่สูง, รถยก) ต้องแสดงวุฒิบัตร หลักสูตรเฉพาะทาง ที่ได้รับรองจากหน่วยงานราชการหลักฐานการรับรองสถาบัน ผู้ว่าจ้างมักจะตรวจสอบว่าสถาบันที่จัดอบรม ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) หรือไม่ การไม่มีหลักฐานการอบรมที่ถูกต้อง จะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access Denied) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำหนดการทำงานและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาทันที


3. คุณสมบัติของวิทยากร: ใครคือผู้ให้การอบรมที่ถูกต้อง?
การอบรมจะถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการยอมรับจากผู้ว่าจ้างและหน่วยงานราชการ ก็ต่อเมื่อวิทยากรผู้ให้การอบรมมีคุณสมบัติที่เหมาะสม

 ขอใบเสนอราคา

   ดูตารางอบรม

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

9) ทำไมต้องอบรม TSM (Transport Safety Manager) 
TSM คืออะไร? ทำไมธุรกิจขนส่งต้องมี และต้องทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย TSM (Transport Safety Manager) หรือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เป็นตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับมาตรฐาน แต่เป็น ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย บทความนี้สรุปให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงความจำเป็น บทบาทหลักของ TSM และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมธุรกิจขนส่งต้องมี TSM? (อิงตามกฎหมาย)
การกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องมี TSM มาจาก ประกาศกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เกี่ยวกับการจัดทำ ระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัย (TSM System) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการ ลดอุบัติเหตุ และ สร้างมาตรฐานการกำกับดูแล ในธุรกิจขนส่ง
TSM เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย
กฎหมายอ้างอิง: ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลา การอบรม และการทดสอบของบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager) พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
บทลงโทษ: หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายตามประกาศของ ขบ. แต่ไม่มี TSM ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้ถูกระงับหรือยกเลิก ใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ได้
ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับ การแต่งตั้ง TSM ที่ผ่านการอบรมอย่างมืออาชีพ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว: 


TSM มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง? บทบาทหลักคือการสร้างวงจรการจัดการความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง: 5 ด้าน ประกอบด้วย การจัดการรถ , การจัดการผู้ขับรถ , การจัดการการเดินรถ , การจัดการการบรรทุกและโดยสาร , การบริหารจัดการการวิเคราะห์และประเมินผล 

ผู้ประกอบการขนส่ง ต้องทำอย่างไร เพื่อให้มี TSM ที่ถูกกฎหมาย?
การขึ้นทะเบียน TSM มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการผ่าน หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
ขั้นตอนสำคัญในการดำเนินการ 

  1. อบรม บุคลากรที่ได้รับมอบหมายต้องเข้าอบรมหลักสูตร TSM ตามที่กฎหมายกำหนด (กับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น) เอสอาร์ดี คอนซัลแตนท์ เป็น หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จากกรมการขนส่งทางบกอย่างเป็นทางการ
  2. ทดสอบ TSM ต้องผ่านการทดสอบความรู้และทักษะตามเกณฑ์มาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
    เราดำเนินการจัดอบรมและทดสอบตามหลักสูตรและเกณฑ์ของ ขบ. โดยตรง
  3. ขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบการนำใบรับรอง TSM ไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนกับ กรมการขนส่งทางบก เพื่อให้ TSM มีผลบังคับตามกฎหมาย เราให้คำแนะนำและช่วยเหลือเบื้องต้นในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขึ้นทะเบียน

 ขอใบเสนอราคา 

   ดูตารางอบรม

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 


10) อบรม จป.เทคนิค (Technical Level)

  • หลักสูตรอบรม จป.เทคนิคเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ต้องรับผิดชอบด้านความปลอดภัยเชิงเทคนิคในสถานประกอบกิจการ เนื้อหาครอบคลุมการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (JSA), การชี้บ่งอันตราย, การประเมินความเสี่ยง, การควบคุมอันตราย รวมถึงแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง
  • ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง พร้อมฝึกการวิเคราะห์เหตุการณ์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระยะเวลาอบรม 30 ชั่วโมง

11. ความปลอดภัยในการใช้รถยก (Forklift Safety)

  • ใครต้องอบรม: พนักงานขับรถยก (โฟล์คลิฟท์)
  • หลักสูตรอบรมรถยกเหมาะสำหรับผู้ขับรถยก เนื้อหาครอบคลุมหลักการทำงานของรถยก การตรวจสอบสภาพรถยกก่อนใช้งาน การขับขี่ในพื้นที่เสี่ยง การยก-เคลื่อนย้ายสินค้าอย่างถูกวิธี และแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกปฏิบัติจริง เพื่อเพิ่มทักษะ ความมั่นใจ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในสถานประกอบกิจการ (กฎหมายอ้างอิง: กฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564)

12. โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Diseases)

  • ใครต้องอบรม: พนักงานทุกคนที่ทำงานกับปัจจัยเสี่ยง 
  • หลักสูตรโรคจากการประกอบอาชีพมุ่งเน้นให้พนักงานและผู้บริหารเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคจากการทำงาน เช่น สารเคมี ฝุ่นละออง เสียงดัง ความร้อน ความสั่นสะเทือน รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจและโรคผิวหนังจากการปฏิบัติงาน เนื้อหาครอบคลุมการชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง การเฝ้าระวังสุขภาพพนักงาน และแนวทางควบคุมเพื่อป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมศึกษากรณีตัวอย่างจริงเพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานประกอบกิจการได้ทันที

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้